วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

บ้านเทคโนโลยีในอนาคต!!

บ้านเทคโนโลยีในอนาคต!!

บ้านเทคโนโลยี

นาคตอาจจะมีบ้านที่ไฮเทคในการใช้ แบบคือมีรหัสประจำตัวของประชากรเวลาไปไหนก็สแกนเอา เราจะมีหมายเลขติดอยู่ที่ข้อมือ มีกล้องวงจรปิดสาธารณะ จะทำอะไรก็ไฮเทคไปหมด เป็นบ้านที่มีลักษณะเหมือนๆกันไปตามละแวกนั้นๆ


อันเป็นที่รู้กันดีว่าในปัจจุบันนี้ มีความต้องการในการใช้พลังงานสูงมากๆ และมีทีท่าว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้ง สวนทางกับจำนวนพลังงานที่เริ่มลดลงอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ประเทศญี่ปุ่นก็เล็งเห็นถึงปัญหานี้ และก็ได้ทำการเนรมิตเมืองประหยัดพลังงานขึ้นมา เพื่อรองรับคุณภาพชีวิตในอนาคต เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนพลังงานนั่นเองเมืองที่ว่านี้ก็คือ Fujisawa Sustainable Smart Town (Fujisawa SST) อยู่บริเวณใกล้ๆกับเมืองโตเกียว เนรมิตโดยบริษัทพานาโซนิค ยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่น โดยที่เมืองนี้รองรับรูปแบบชีวิตในอนาคตจริงๆ มีระบบเทคโนโลยีทันสมัยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แถมยังมีทั้งความปลอดภัย ความสะดวกสบาย รวมถึงการใช้พลังงาน และการสื่อสารที่ดีด้วย
สไตล์ของบ้านแต่ละหลังในเมืองนี้จะมีหลังคาเป็นแผงโซลาร์เซลล์ พร้อมด้วยแบตเตอรีสำรองพลังงานในบ้าน หลอดไฟในบ้านก็เป็นแบบ LED ทั้งหมด ที่เด็ดของเมืองนี้ก็คิอ Fujisawa SST Square จตุรัสกลางเมืองที่รวมทุกคนไว้ด้วยกัน ภายในจะมีทั้งคาเฟ่และมุมห้องครัว โดยจะเป็นสถานที่ที่ผู้คนสามารถเข้ามาพักผ่อน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันได้ และเป็นจุดนัดพบกับแขกที่มาเยี่ยมเยือนได้อีกด้วยอีกสิ่งหนุ่งที่น่าสนใจสำหรับเมืองนี้ก็คือ มีระบบการขนส่งโดยอีโคคาร์ และมีบริการรถเช่าให้ด้วย เพื่อเป็นการลดภาระทางสังคมไปในตัว  ซึ่งระบบการขนส่งนี้จะทดลองใช้ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2557 และการก่อสร้างทั้งหมดคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปีพ.ศ. 2561 หากสมบรูณ์ครบ 100% เมืองนี้ก็จะยืนหยัดได้ถึง 100 ปีเลยทีเดียว




อ้างอิง : http://www.catdumb.com/japan-smart-town/
: Kapook


วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559

แนะนำอนิเมะหนุ๊กหนุกกมากกก!!!

แนะนำอนิเมะหนุกๆมั่วๆอิอิ 

Assassination Classroom ห้องเรียนลอบสังหาร
 เป็นเมะแนวฮาๆ อาจารย์ที่แปลกๆ คือ อ.คนนี้เมื่อก่อนเหมือนจะเป็นคนแต่เหมือนจะโดนทดลองอะไรบางอย่าง แล้ววันหนึ่ง อ.แกรก็ไปทำลายดวงจันทร์ไปครึ่งเสี่ยว ด้วยที่ความฝันของอ.แกรคืออยากสอนหนังสือ เลยได้ไปสอนที่ ร.ร.แห่งหนึ่ง ในห้องเรียนที่เรียกว่า E-End เป็นห้องที่สิ้นหวังมากแต่บรรยากาศของห้องก็เริ่มเปลี่ยนไป....

Prison Schoolโรงเรียนคุก
เป็นแนวโหดๆฮาๆ สำหรับนักเรียนหนุ่ม 5 คนที่เข้าไปเรียน ร.ร.หญิงล้วนแล้วถูกจับได้ว่าไปแอบดูตอนอาบนํ้าจึงถูกลงโทษโดยการขังคุก และแล้วชีวิตของพวกเขาต้องเจออะไรบ้าง ติดตามได้ในเรื่องนี้นะจ้ะ


Norn 9
มีเด็กหนึ่งคนหนึ่งที่อยู่ในยุคปัจจุบันแต่ต้องหลงเข้าไปอยู่ในเรือลอยฟ้าลำหนึ่งด้วยความบังเอิญ เป็นเรือลำหนึ่งที่จะบรรทุกไปด้วยเหล่าเด็กที่มีความสามารถของยุค 1919 เรื่องราวคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เป็นเมะใหม่เพิ่งออกมา 2-3 ตอนถ้ายังไม่ได้ดูก็ไปดูได้น่ะค่ะ

Boku Dake ga Inai Machi
เป็นแนวที่พระเอกย้อนเวลาได้ ย้อนไปเพื่อแก้ไขเวลาที่จะมีคนตายเรือประสบอุบัติเหตุ และแล้วมันก็เกิดขึ้นกับแม่ของเขา เรื่องราวจะเป็นไงต่อติดตามได้ในเรื่องนี้

Kuroko no basuke 
เป็นเมะแนวกีฬาบาสเก็ตบอล คือจะมีรุ่นๆรุ่นหนึ่งที่เก่งมากถูกเรียกขานว่า รุ่นปฏิหาริย์ แต่ละคนก็ได้จบ ร.ร. ม.ต้นไป แต่ด้วยที่เล่นบาสเหมือนกันเลยได้ไปแข่งกันในงานต่างๆ เรื่องราวของพวกเขาจะเป็นเช่นไร ติดตามได้น้ะจ้ะ ปล.คือมีหลายภาค ล้ะภาคล่าสุดก็จะออกปีนี้ด้วยนะจ้ะ

No.6 โลกใหม่หมายเลข 6
เป็นเมะวายนิดๆ หนุกมากกก เป็นการแบ่งชนชั้น ถ้าพวกที่คิดต่างจากผู้สร้างจะถูกกำจัดทิ้ง โดยตัวเอกหน่อมแหน้มมากก โดยมีเพื่อนสมัยเด็กได้มาช่วยไว้ แล้วเรื่องราวของทั้งสองจะเป็นไงต่อโปรดติดตามได้ในเรื่องเลยจ้าาา (สำหรับสาววายไม่มีทางผิดหวังแน่นอน)

สโนว์ไวท์ผมแดง ภาค 2
เป็นเนื้อเรื่องต่อเนื่องมาจากภาคแรก เป็นเรื่องราวของเด็กสาวที่มีผมสีแดงได้ไปพบกับเจ้าชายของอีกเมืองและแล้วสองคนนี้ก็ได้ตกลงหลุกกัน แต่ก็มีอุปสรรค์มากมาย อยากรู้ว่าความรักของทั้งสองจะดำเนินไปยังไงก็ไปดุได้น่ะค่ะ (แต่มีละครใหม่เพิ่มมาและเนื้อหาดีมากกก ฟินมากกก ถ้าอยากรู้ว่าฟินยังไงก็ไปดูได้ในภาคแรก แล้วค่อยมาดูภาคสองมันถึงจะมันส์)


ไม่มีไรล้ะพอแค่นี้คิดไม่ออก เจอกันใหม่บล้อกหน้าเน้อออ อิอิ





วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

10 นักวิทยาศาสตร์โลก!!!!


10 นักวิทยาศาสตร์โลก!!!!

       เนื่องใน วันวิทยาศาสตร์ มาทำความรู้จัก นักวิทยาศาสตร์ของโลก และ ประวัตินักวิทยาศาสตร์โลก กันเลย โดยเรามี ชื่อนักวิทยาศาสตร์ ที่สำคัญจำนวน 10 คนมาแนะนำให้รู้จัก
นักวิทยาศาสตร์ในโลกนี้มีมากมาย แต่มีไม่กี่คนนักหรอกที่ประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียงไปทั่วโลก และสร้างความเปลี่ยนแปลงจนคนรุ่นหลังต้องขอบคุณสิ่งประดิษฐ์ที่พวกเขาคิดค้นขึ้น ซึ่งกว่าที่พวกเขาจะมีชื่อเสียงเป็นที่นับถือจากผลงาน หลาย ๆ คนก็อาจต้องเสียสละหรือผ่านความยากลำบากมาก่อนโดยที่เราไม่คาดคิด ซึ่งวันนี้กระปุกดอทคอมก็ได้รวบรวมเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จ 10 คนมาฝากกัน ...ตามมาอ่านเรื่องราวของพวกเขากันเลย


1. เซอร์ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton) 
       แน่นอนว่าในบรรดานักวิทยาศาสตร์เก่ง ๆ จะขาดนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษอย่าง เซอร์ไอแซก นิวตัน ไม่ได้เด็ดขาด โดย เซอร์ไอแซก นิวตัน เกิดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1642 (พ.ศ. 2185) และเสียชีวิตลงขณะอายุ 46 ปี ในวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1727 หรือ พ.ศ. 2270 (ตามปฏิทินจูเลี่ยนของ จูเลียส ซีซาร์) ซึ่งเขาเป็นอัจฉริยะที่เก่งรอบด้านทั้งในฐานะนักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักปรัชญา นักเล่นแร่แปรธาตุ และนักเทววิทยา โดยผลงานเด่นที่สุดของเขาที่คนรู้จักกันดีที่สุดก็คือ กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันและกฎแรงโน้มถ่วงสากล ที่เขาคิดขึ้นมาได้จากการสังเกตผลแอปเปิ้ลที่ตกจากต้นนั่นเอง



2. หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur)
      หลุยส์ ปาสเตอร์ เป็นนักเคมีและนักจุลชีววิทยาชาวฝรั่งเศส เกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1822 (พ.ศ. 2365) และเสียชีวิตลงในวัย 72 ปี เมื่อวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1895 (พ.ศ. 2438) ซึ่งเขาคนนี้ถือว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ช่วยชีวิตผู้คนมากที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว เพราะเป็นผู้คิดค้นวิธีรักษาโรคต่าง ๆ มากมาย เช่น โรคพิษสุนัขบ้าและโรคแอนแทร็คซ์ ยิ่งไปกว่านั้น ยังช่วยทำให้เราสะดวกสบายมากขึ้น จากการคิดค้นวิธีพาสเจอร์ไรซ์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคและถนอมอาหารให้เก็บได้นานขึ้นอีกด้วย



3. กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei)
      นักวิทยาศาสตร์ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของฉายา "บิดาแห่งวิทยาศาสตร์ยุคใหม่" คนนี้ เกิดที่ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564 (พ.ศ. 2107) และมีชีวิตอยู่จนอายุ 77 ปี จนกระทั่งเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1642 (พ.ศ. 2185) โดยเขาเป็นผู้ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับแนวคิดของวิทยาศาสตร์ยุคก่อนอย่างสิ้นเชิง ด้วยการยึดมั่นในทฤษฎีของตัวเองว่าดาวเคราะห์เป็นฝ่ายหมุนรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งขัดกับความเชื่อของชาวคริสต์ในสมัยก่อนที่สนับสนุนทฤษฎีของอริสโตเติลที่เชื่อว่าพระอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นฝ่ายหมุนรอบโลก จนทำให้เขาถูกห้ามไม่ให้สอนนักเรียนของเขาเกี่ยวกับทฤษฎีนี้อีก มิฉะนั้นจะถูกจับเผาทั้งเป็น เขาจึงได้ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ขึ้นมาด้วยตัวเองเพื่อศึกษาเพิ่มเติมและพิสูจน์ว่าทฤษฎีของเขาเป็นความจริงในที่สุด



4. มารี กูรี (Marie Curie)
      มารี กูรี เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวโปแลนด์ เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1867 (พ.ศ. 2410) และเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1934 (พ.ศ. 2477) ในวัย 66 ปี ซึ่งเรียกได้ว่าเธอเป็นผู้หญิงเก่งแห่งยุคคนหนึ่งเลยทีเดียว เพราะในขณะที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ในยุคสมัยของเธอไม่ได้รับการศึกษาหรือโอกาสเท่าเทียมกับผู้ชายนัก เธอกลับมุ่งมั่นศึกษาค้นคว้าจนกระทั่งค้นพบรังสีเรเดียมที่สามารถยับยั้งการขยายตัวของโรคมะเร็งได้ในที่สุด จนเป็นผลให้เธอได้รับรางวัลโนเบล ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากความเฉลียวฉลาดของเธอแล้ว การอุทิศตัวให้สังคมของเธอก็ยังทำให้หลาย ๆ คนประทับใจอีกด้วย เพราะเธอเลือกที่จะไม่จดสิทธิบัตรสิ่งที่เธอค้นพบซึ่งจะทำให้เธอกลายเป็นเศรษฐีได้สบาย ๆ แต่กลับเลือกอุทิศตัวเพื่อส่วนรวมและค้นคว้าต่อไปจนกระทั่งเสียชีวิตจากการใกล้ชิดรังสีเรเดียมมากเกินไปในที่สุด



5. อัลเบิร์ต ไอสไตน์ (Albert Einstein)
      คงไม่มีใครไม่รู้จักนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันเชื้อสายยิวซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1879 (พ.ศ. 2422) และเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1955 (พ.ศ. 2498) ในขณะที่มีอายุ 77 ปี คนนี้ ซึ่งถึงแม้เขาจะเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่คนทั่วโลกรู้จักกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน แต่ที่จริงแล้วเขาเคยเป็นเด็กที่มีปัญหาเรื่องการเรียนรู้มาก่อน โดยเขาไม่สามารถพูดได้จนกระทั่งอายุ 3 ขวบ และอ่านหนังสือออกเมื่อ 8 ขวบ จนไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จได้มากขนาดที่คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ รวมถึงสร้างทฤษฎีใหม่ ๆ มากมาย โดยเฉพาะผลงานเด่นเช่นทฤษฎีทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษที่อธิบายว่าเราทุกคนจะมองเห็นอัตราความเร็วแสงได้ในระยะเท่ากัน และทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปซึ่งเป็นทฤษฎีที่อธิบายกฎแรงโน้มถ่วงในเชิงเรขาคณิต ซึ่งทำให้นักวิชาการหลายคนจับตามองจนได้รับรางวัลโนเบลในที่สุด



6. ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Robert Darwin)
      ชาลส์ ดาร์วิน เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1809 (พ.ศ. 2352) และเสียชีวิตลงในวัย 73 ปี ในวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1882 (พ.ศ. 2425) ซึ่งจนกระทั่งยุคปัจจุบัน ทฤษฎีที่นักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติคนนี้คิดค้นขึ้นก็งยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เพราะมีทั้งคนที่ยอมรับและโต้แย้งในเวลาเดียวกัน โดยดาร์วินได้เขียนนังสือเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสัตว์ต่าง ๆ ขึ้นมา ซึ่งอ้างว่าสัตว์ทั้งหลายจะปรับสภาพร่างกายเพื่อให้เข้ากับการใช้ชีวิตและสภาพแวดล้อมทำให้มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นวิวัฒนาการ ซึ่งแม้ในปัจจุบันเขาจะได้รับยกย่องเป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะคนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งก็ยังมีผู้ที่ปฏิเสธแนวคิดของเขาเช่นกัน



7. โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison)
       เชื่อเถอะว่าในบ้านของเราต้องมีสิ่งประดิษฐ์ของ โทมัส อัลวา เอดิสัน กันทุกคนแน่นอน เพราะนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1847 (พ.ศ. 2390) และเสียชีวิตในวัย 84 ปี เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 1931 (พ.ศ. 2474) คนนี้ เป็นเจ้าของสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์มากมายที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันกว่า 1,000 ชิ้น โดยเฉพาะการคิดค้นหลอดไฟที่เป็นผลงานชิ้นเอก แม้ว่าเขาจะมีปัญหาเรื่องการเรียนรู้ทำให้อ่านหนังสือไม่ออกจนกระทั่งอายุ 12 ปี และบกพร่องเรื่องการฟังหลังประสบอุบัติเหตุบนรถไฟก็ตาม



8. นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla)
      นิโคลา เทสลา เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวโครเอเชียสัญชาติอเมริกัน ที่เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมค.ศ. 1856 (พ.ศ. 2399) และเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1943 (พ.ศ. 2486) ในขณะที่มีอายุ 86 ปี โดยมีฉายาว่า "นักประดิษฐ์ที่โลกลืม" เพราะเป็นนักประดิษฐ์คนสำคัญแต่กลับมีน้อยคนที่รู้จัก หรือถูกรู้จักในฐานะนักวิทยาศาสตร์เพี้ยนจากการที่เขามีปัญหาในการเข้าสังคม มากกว่าจะสนใจผลงานของเขาที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้คนอื่น ๆ ซึ่งเขาเป็นผู้ประดิษฐ์ขดลวดเทสลา หรือ Tesla coil ซึ่งเป็นหม้อแปลงที่สามารถแรงดันไฟฟ้าสูง แถมยังเป็นผู้ค้นพบวิธีการเปลี่ยนสนามแม่เหล็กเป็นสนามไฟฟ้า จึงเป็นที่มาของหน่วยวัดสนามแม่เหล็กเทสลา อีกทั้งยังเป็นผู้ค้นพบวิธีการสื่อสารแบบไร้สายอีกด้วย



9. กูกลิเอลโม มาร์โคนี (Guglielmo Marconi)
      นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1874 (พ.ศ. 2417) และเสียชีวิตลงในขณะอายุ 63 ปี เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1937 (พ.ศ. 2480) คนนี้ คือคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตวิทยุคนแรกของโลกอย่างเป็นทางการ ซึ่ง กูกลิเอลโม มาร์โคนี ก็ได้ฉายแววความฉลาดมาตั้งแต่เด็กจากการสนใจเรื่องไฟฟ้าอยู่เสมอ จนพ่อของเขาสนับสนุนด้วยการจ้างครูพิเศษมาสอนเรื่องไฟฟ้าให้กับเขาโดยเฉพาะ และจากความสำเร็จของผลงานชิ้นสำคัญนี้ก็ได้เปลี่ยนเขาให้กลายเป็นเศรษฐีจากการเปิดบริษัทวิทยุโทรเลขมาร์โคนีในที่สุด



10. อริสโตเติล (Aristotle)
           สุดท้ายนี้คือคนที่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกในยุคสมัยเริ่มแรกของวิทยาศาสตร์อย่างนักวิทยาศาตร์ชาวกรีกซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง 384 - 322 ปีก่อนคริสตศักราชอย่าง อริสโตเติล นั่นเอง ซึ่งเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญรอบด้านในหลายสาขา เช่น ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ วรรณกรรม และชีววิทยา โดยไหวพริบของอริสโตเติลนั้นทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็นศิษย์เอกของอัจฉริยะอย่างเพลโต ตั้งแต่อยู่ในวัย 18 ปีโดยผลงานที่เด่นที่สุดของเขาเห็นจะเป็นด้านชีววิทยา ซึ่งเขาเป็นผู้จำแนกประเภทของสัตว์ตามลักษณะออกเป็น 2 ประเภท คือ พวกที่มีกระดูกสันหลังและพวกที่ไม่มีกระดูกสันหลัง ทำให้ผู้คนนับถือความสามารถจนได้เป็นพระอาจารย์และพระสหายสนิทของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช





หลังจากได้ทราบเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของโลกทั้ง 10 คนนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า ความพยายามและความขยันนั้นสำคัญกว่าโอกาสที่ได้รับจริง ๆ เพราะแม้ว่านักวิทยาศาสตร์หลายคนจะมีความบกพร่องทางร่างกายหรือถูกกีดกันด้านความคิด แต่ก็สามารถพิสูจน์ตัวเองจนเป็นที่ยอมรับได้




อ้างอิง : http://hilight.kapook.com/view/72163

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

10 ตำนานผีญี่ปุ่นที่หลอนที่สุด!?

10 ตำนานผีญี่ปุ่นที่หลอนที่สุด!!!!!!!!!!

รวมเรื่องราวสุดสยองของญี่ปุ่น ตำนานที่จะทำให้คุณสะพรึงได้แน่นอนถ้าใจไม่แข็งพอ
1. Kamai-tachi... ฟันแล้วไม่ทิ้ง คาไมทาจิ เป็นภูติลมตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น เคลื่อนไหวรวดเร็วเหมือนลม ตามตำนานเล่าว่า คามัยทาจิอาศัยอยู่บนภูเขา มีอยู่ด้วยกัน 3 ตัว จะทำอันตราย เมื่อมีนักเดินทางผ่านมาจะเจอกับลมพายุหมุน โดยตัวแรกจะชนเหยื่อในล้ม ตามด้วยตัวที่สองฟันเหยื่อให้เป็นแผล ส่วนตัวสุดท้ายจะทายาแก้ปวดให้กับเหยื่อ แต่ยังไม่จบแค่นั้น คาไมทาจิ มีนิสัยรักการต่อสู้ ซึ่งไม่ไม่รู้ว่าไปรักตั้งแต่ตอนไหน คาไมทาจิฟันแล้วไม่ทิ้งอย่างแน่นอน แต่จะทายาและฟันซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าจะพอใจ นิสัยอย่างนี้แม้แต่ผีด้วยกันเองยังขยาดเล้ย !
2. Nekomata...แมวปีศาจ เนโกะมาตะ ตามตำนานเล่าว่า เมื่อแมวบางตัวมีอายุมากจะมีตบะที่สูงขึ้นด้วย และมันจะกลายเป็นแมวผี  ที่เรียกว่า “บะเกะเนะโกะ” หากหางมันแยกออกเป็น 2 หางเมื่อไหร่ เมื่อนั้นมันจะสามารถอัพเกรดตัวเองกลายเป็น “เนะโกะมะตะ” ถือเป็นขั้นสุดของแมวปีศาจ สามารถขยายตัวเองได้ถึง 1 เมตร และเปลี่ยนสัญชาติตัวเองด้วยการเดินขาหลัง 2 ขา นอกจากนั้นยังเป็นแมวผีที่ไม่ยอมให้ใครมาดูถูก ถ้าใครทำไม่ดีกับมันพึงระลึกไว้ว่ามันไม่มีทางลืมอย่างแน่นอน นอกจากนั้นยังเชื่อกันว่า การเต้นรำของเนะโกะมะตะสามารถควบคุมคนตายได้ และยังเชื่ออีกว่าเนะโกะมะตะเป็นสาเหตุของเพลิงไหม้ที่ผิดปกติ จึงมีความเชื่อบางอย่างที่จะตัดหางของแมวออก เพื่อป้องกันไม่ให้มันกลายเป็นเนะโกะมะตะ เรื่องเล่าของเนโกะมาตะนั้น แตกต่างไปตามแต่ละพื้นที่ บ้างก็ว่าห้ามทิ้งแมวไว้กับศพ เพราะมันจะปลุกศพคนตายให้ฟื้นคืนชีพ บ้างก็ว่าเนโกะมาตะจะกินคนที่เป็นเจ้านายของมัน และมีบางตำนานที่เล่าว่าในตอนกลางคืน เนโกะมาตะ     จะแปลงกายเป็นสาวงามเพื่อปรนนิบัติเจ้านายที่มันหลงรักอีกด้วย ความสามรถขั้นเทพจริงๆ !

3. Rokurokubi...สาวคอยาว โรคุโรคุบิ ตำนานเกี่ยวกับมนุษย์ ที่โดนคำสาปจากไหนก็ไม่รู้อีกแล้ว โดยตอนกลางวันเป็นคนปกติธรรมดาเหมือนเราๆนี่แหละ แต่พอตกกลางคืนคอของเธอก็จะยืดยาวออกมา ส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้หญิงเนื้อเรื่องแอบคล้ายกระสือของพี่ไทยอยู่หน่อยๆ ต่างกันตรงที่ความสามารถพิเศษเท่านั้นเอง เพราะโรคุโรคุบินั้น     จะยืดแค่คอ หัวและตัวนั้นลอยออกไปพร้อมกัน ไม่ได้ถอดหัวทิ้งร่างไว้แต่อย่างใด และจะดูดพลังวิญญาณของคนและสัตว์ไปเป็นอาหาร แต่ที่ชื่นชอบมากเป็นพิเศษคือพลังชีวิตของชายหนุ่ม เธอมักจะแฝงตัวและปิดบังตัวเอง แต่ปิดยังไง๊ ยังไงก็ไม่อยู่ จึงต้องแสดงตัวตนออกมา แต่เฉพาะกับพวกขี้เมา และผู้ชายงี่เงาเท่านั้น เหตุก็เพราะว่า เธอกลัวชายหนุ่มที่สนใจผิดหวังในคอยาวๆของเธอน่ะสิ ถึงจะคอยาวแต่เธอก็ยังเป็นหญิงสาวว่างั้น

4. Hanako-san...วิญญาณในห้องน้ำ ฮานาโกะซัง ตำนานเมืองสมัยใหม่ที่นิยมมากในญี่ปุ่น โดยเฉพาะเด็กนักเรียน ที่จะใช้ตำนานนี้ในการวัดความกล้าสำหรับบรรดาน้องใหม่ทั้งหลาย ฮานาโกะซัง คือ เด็กผู้หญิงในชุดเอี๊ยมกระโปรงแดง ตัดผมสั้นทรงกะลา ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงหนูหิ่นอินเตอร์ของบ้านเราไว้ นั่นแหละคือฮานาโกะซัง วันหนึ่งตอนพักกลางวันเธอแอบเข้าไปในห้องน้ำแล้วออกมาไม่ได้ เด็กสาวจึงต้องเอาตัวรอดด้วยการจับแมลงและกินน้ำที่อยู่ในห้องน้ำนั้นเพื่อประทังชีวิต แต่น่าเสียดายที่แมลงในห้องน้ำนั้นไม่สามารถทำให้เธอรอดชีวิตได้ เธอจึงกลายเป็นวิญญาณที่ถูกขังอยู่ในห้องน้ำนับแต่นั้นมา การที่จะพบฮานาโกะซังได้นั้นจะต้องเคาะประตู 3 ครั้ง ในห้องน้ำห้องที่ 3 ชั้นที่ 4 ของโรงเรียน บ้างก็ว่าห้องสุดท้ายทางขวามือ แล้วถามว่า “ฮานาโกะซัง เธออยู่ในนั้นไหม” ไม่ก็ “ฮานาโกะซัง มาเล่นกันเถอะ” ถ้าเธอตอบ “ฉันอยู่นี่” หรือ “ค่ะ...” หลังจากนั้นก็แล้วแต่แล้วล่ะ ว่าจะวิ่ง หรือจะเล่น

5. Camelia...ดอกไม้สีเลือด คาเมเลีย เป็นดอกไม้ในตระกูลชา ดอกเป็นสีขาวและชมพู แต่บางครั้งพบสีแดงคล้ายเลือด ซึ่งมีความหมายว่า ความโศกเสร้าอันน่าสลด ตำนานคาเมเลียเป็นที่กล่าวขวัญกันในโรงเรียนประถมของญี่ปุ่น เพราะนิยมปลูกเจ้าคาเมเลียไว้ประดับโรงเรียน เมื่อพอถึงฤดูใบไม้ร่วงดอกของต้นคาเมเลียก็จะหล่นเกลื่อนกลาดเต็มพื้นทางเดินของโรงเรียน ถ้าเกิดมันเป็นสีแดง คงคล้ายกับว่าพื้นนั้นถูกย้อมไปด้วยเลือด ตำนานอาถารรพ์ของต้นคาเมเลีย เริ่มในสมัยโบราณของญี่ปุ่นที่ยังคงมีระบบศักดินา มีเจ้าหญิงไร้นามผู้หนีภัยทางการเมือง แต่โดนฝ่ายตรงข้ามจับได้ซะก่อน เธอจึงกลายเป็นเฉลยสงครามและถูกจับมัดไว้กับต้น คาเมเลีย จากนั้นถูกทรมานสารพัดเพื่อบังคับให้เปิดเผยข้อมูลของราชสำนัก ส่วนเจ้าหญิงเองก็เป็นคนดีเก็บเงียบไม่ยอมปริปากบอกอะไรแก่ศัตรู จนในที่สุดก็เสียชีวิตและถูกฝังศพไว้ใต้ต้นคาต้นคาเมเลียนั้น  ต้นคาเมเลียจึงสูบเลือดเจ้าหญิงแทนน้ำ ส่วนวิญญาณแค้นทำให้ดอกคาเมเลียกลายเป็นสีเลือด เด็กๆ จึงเชื่อกันว่าต้นคาเมเลียในโรงเรียน เป็นต้นไม้ที่สูบเลือดของเจ้าหญิง และเป็นที่น่าประหลาดใจเพราะตำนานนี้ไม่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่กลับสามารถระบุวันที่เจ้าต้นคาเมเลียจะออกดอกสีแดงได้  นั่นคือ วันที่ 15 มิถุนายนของทุกปี 



 6. Kikuko...ตุ๊กตาผมยาว คิคุโกะ เป็นตุ๊กตาที่มีอยู่จริงใน วัดมันเนน หมู่บ้านคุริซาว่า อำเภอโงจิ ฮอคไกโด เจ้าของตุ๊กตาตัวนี้เป็นเด็กหญิงชื่อ “คิคุโกะจัง” เธอรักตุ๊กตาตัวนี้มากกินด้วยกันนอนด้วยกัน เป็นเด็กที่ติดตุ๊กตายิ่งกว่าพ่อแม่เสียอีก เมื่อเด็กหญิงป่วยและเสียชีวิตลง พ่อแม่ก็นำตุ๊กตาไปวางไว้ที่ป้ายวิญญาณ เพื่อให้ตุ๊กตาตัวนั้นไปเป็นเพื่อนเล่นในยามที่จากไปแล้ว แต่ก็มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้น เมื่อแต่เดิมตุ๊กตาที่มีผมสั้น กลับมีผมยาวเลยลงมาจนเลยไหล่ ปากที่เคยหุบสนิทก็แย้มยิ้ม ทั้งๆที่คิคุโกะจังตายไปกว่า 60 ปีแล้ว ในวันที่ 21 มีนาคมของทุกปี ที่วัดมันเนนจะมีพิธีตัดผมที่ปรกหน้าตุ๊กตาออก และเปลี่ยนชุดกิโมโนให้ใหม่ แต่ผมของตุ๊กตาก็ยังคงยาวขึ้นมาใหม่อยู่เสมอ

7. Oiwa...แม่นาคญี่ปุ่น โออิวะ เป็นตำนานของหญิงสาวที่ผิดหวังในความรัก วิญญาณระดับความเฮี้ยนอยู่ที่ 5 ดาวมิชลิน เริ่มเรื่องในสมัยเอโดะ โออิวะคือคุณหนูตระกูลเศรษฐีผู้ร่ำรวย พ่อถูกสังหารจึงต้องอยู่ตัวคนเดียวกับบริวาร และมรดกมหาศาลทั้งหลาย ตำนานบอกว่าเธอหน้าตาสะสวย บางตำนานบอกว่าหน้าอัปลักษณ์ตั้งแต่ยังเด็ก ไม่ค่อยมีคนคบ แต่อยู่มาวันหนึ่ง มีซามูไรนามว่า “อิเอม่อน” คารมเป็นต่อ รูปหล่อไม่เป็นรองมาขอความรัก โออิวะที่ไม่เหลือใครจึงตอบตกลงแต่งงานด้วย อิเอม่อนซึ่งเป็นผู้ชายที่รูปหล่อ แต่ใจไม่หล่อทำการวางแผนเพื่อฮุบทรัพย์สมบัติ แต่โออิวะรู้ถึงแผนการเข้าซะก่อน อิเมม่อนจึงกรอกยาพิษให้อิโอวะกิน จนหน้าตาอัปลักษณ์และกล่าวหาว่าอิโอวะเป็นผี จากนั้นก็เชือดแล้วทิ้งศพไว้ที่บ่อน้ำ บางตำนานก็เล่าว่าอิโอวะเสียใจจนฆ่าตัวตายเอง ต่อมาอิเอม่อนแต่งงานใหม่ ในคืนที่เข้าหอนั้น เจ้าบ่าวเห็นว่าที่เจ้าสาวเป็นอิโอวะ ที่นั่งรอตนเองเพื่อเข้าหอ อิเอม่อนกลัวจนลนลานจึงหยิบดาบฟันไปที่ร่างนั้น ปรากฎว่าร่างนั้นกลายเป็นว่าที่เจ้าสาว ไม่ใช่อิโอวะอย่างที่เห็น ไม่เพียงแต่ว่าที่เจ้าสาวเท่านั้น แต่วิญญาณยังตามไปทวงแค้นคนที่สมรู้ร่วมคิดให้ตายกันไปทีละคนๆ จนในที่สุดอิเอม่อนก็เสียสติและใช้ดาบฆ่าตัวตายที่บ้านหลังนั้น เรื่องราวความเฮี้ยนนั้นนำไปทำเป็นบทละครและสร้างศาลเจ้า “ทะมิยะ” อยู่ที่ย่านชินจูกุ กรุงโตเกียว ใครที่แสดงเรื่องนี้จะต้องมากราบไว้ก่อนเข้ารับเล่นบทด้วย เรียกได้ว่าเฮี้ยนตีคู่กับแม่นาคของไทยกันมาเลย 


8. Teke-Teke…ผีบนรางรถไฟ เทเกะ เทเกะ คือผีหญิงสาวที่ตายบนรางรถไฟ เล่ากันว่าเธอกระโดดตัดหน้าขบวนรถไฟ แน่นอนว่ารถไฟมันเบรคไม่ได้ ร่างกายจึงหงิกงอ ด้วยความโกรธบวกกับความทรมานหลังจากโดนรถไฟชนที่กระโดดลงไปเอง ทาเกะ ทาเกะจึงเริ่มปฏิบัติการออกหาเหยื่อในทันที เหยื่อของเธอคือคนที่เดินผ่านที่ทางที่เป็นของเธอ ในตอนกลางคืนแล้วคนที่เดินผ่านจะรู้ไหมนั่น เมื่อมีเหยื่อเดินผ่านเธอก็จะตามในทันทีถึงแม้ว่าขาจะเดินไม่ได้ แต่สามารถไปต่อด้วยการคลืบคลานทีละนิดๆ ด้วยมือและไหล่ อย่าเพิ่งหลงดีใจไปว่ามันช้าและตามไม่ทันเพราะเราโกยได้ไวกว่า ทว่าใครก็สบตากับเธอการเคลื่อนไหวจะช้าโดยฉับพลัน หนีอย่างไรก็ไม่รอด บางครั้งก็เล่าว่า เหยื่อจะกลายเป็นทาเกะ ทาเกะซะเอง นี่มันผีชีวะหรืออะไรเนี่ย ทั้งนี้ทั้งนั้นเทเกะ เทเกะเป็นตำนานที่เอาไว้เตือนเด็กไม่ให้อยู่นอกบ้านดึกดื่นเกินไปนั่นเอง เอาเป็นว่ารีบกลับเข้าบ้านกันไปเถอะ จะได้ไม่มีตำนานสยองๆ โผล่มาอีก ผู้ใหญ่เค้ากลัว
9. Sarayashiki…ผีนับจาน ซารายาชิกิ หรือ โออิคุ แค่สโลแกนก็นับว่าแปลกแล้ว ครั้งแรกที่ได้ยินก็คิดแบบฮาๆว่า ผีบ้าอะไรมานั่งนับจาน ! แต่ที่มานั้นจริงจังกว่านั้นเยอะ โออิคุเป็นสาวใช้ในตระกูลอาโอยาม่า ที่บังเอิญไปรู้ถึงแผนการล้มการปกครองของเจ้าเมือง เธอจึงนำความลับนั้นไปบอกกับคนรักของตัวเอง ซึ่งเป็นทหารของเจ้าเมือง ทำให้แผนนการของอาโอยาม่าล้มเหลวไม่เป็นท่า พอรู้ว่าโออิคุเป็นตัวการทำให้แผนการล้มเหลว จึงใส่ความว่าโออิคุขโมยจานล้ำค่า ซึ่งมันมาป็นเซ็ท มีทั้งหมดด้วยกัน 10 ใบ หายไป 1 ใบ และด้วยจานเซ็ท 10 ใบนั้นทำให้โออิคุถูกทรมานจนตาย และตามด้วยการทิ้งศพไว้ที่บ่อน้ำอีกเช่นเคย วันดีคืนดีก็จะออกมานับจานข้างๆบ่อน้ำตั้งแต่ใบที่ 1 ถึงใบที่ 9 แต่นับยังไงมันก็ไม่ครบ 10 เธอจึงต้องนับไปเรื่อยๆด้วยเสียงคร่ำครวญว่าไอ้จานใบที่สิบมันไปอยู่ไหน นึกไม่ถึงว่าแค่เรื่องจานก็ทำให้หลอนได้เหมือนกัน
10. Kuchisake-onna…สาวปากฉีก คุชิซาเกะอนนะ เป็นตำนานผีที่มีชื่อเสียงมากในประเทศญี่ปุ่น ที่กล่าวขวัญกันมาตั้งแต่ยุคสมัยเฮอัน     จวบจนถึงปัจจุบัน ลูกเด็กเล็กแดงก็ยังรู้จักกันอยู่ เรียกว่าอยู่มานานมากเลยทีเดียว คุชิซาเกะอนนะ คือ หญิงสาวที่คาดว่าคงหน้าตาดีที่สุดในยุคสมัยนั้น เธอเป็นภรรยาของซามูไรที่คาดอีกเช่นกันว่ามีชื่อเสียงในขณะนั้น และแน่นอนที่สุด เมื่อมีความสวยความซวยจึงตามมาเป็นแพ็คเกจ เพราะสามีคิดว่าเธอไปมีชู้ ด้วยสาเหตุอะไรก็ไม่อาจจะทราบได้  ด้วยความโกรธจึงชักดาบอาวุธคู่กาย เงื้อคมมีดตัดปากภรรยาให้ฉีกจนถึงใบหู เพื่อที่ว่าความสวยของเธอจะได้หมดไป แถมยังถากถางเป็นการทิ้งท้ายว่า หน้าตาเธอเป็นอย่างนี้แล้ว จะมีใครหาว่าเธอสวยได้อีก หลังจากนั้นเธออยู่รอดมาได้อย่างไรไม่มีใครรู้ แต่เมื่อคุชิซาเกะอนนะ ตายไป เธอกลายเป็นวิญญาณอาฆาตพยาบาทถึงที่สุด ความซวยเมื่อครั้งยังมีชีวิตฝังใจจนทำให้มีพฤติกรรมหลอนตามมา เธอมักจะมาอยู่ริมถนนในช่วงเวลาใกล้ค่ำ สวมผ้าปิดปากและถ้าเจอใครเดินผ่านมา ก็จะโดนถามว่า “ฉันสวยไหม” มีผู้หญิงมาถามว่าฉันสวยไหม เป็นคุณจะตอบว่าไงล่ะ ถ้าคำตอบเป็น สวยล่ะก็ เธอจะเปิดผ้าปิดปากออก ให้เหยื่อผู้โชคดีได้เห็นปากอันอวบอิ่มเสมือนแองเจลิน่า โจลี่ แต่เผอิญว่ามันดันฉีกไปถึงหูน่ะสิ แล้วก็ถามอีกรอบหนึ่งว่า “ฉันสวยไหม” เธอคงจะอยากเช็คให้แน่ใจว่าไอ้ที่ตอบไปครั้งแรกน่ะ แกจริงใจแน่นะ ถ้าคำตอบคือเธอยังสวยเหมือนเดิมก็จะปลอดภัย และจากไปประหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดจิตหลุดในขณะที่เห็นปากล่ะก็ เธอจะไม่ปล่อยคุณไปและตามไปทุกหนแห่ง หนียังไงก็หนีไม่พ้น เอาเป็นว่า ไม่ว่าจะผีหรือคนถ้าเธอถามว่าฉันสวยไหม ตอบๆ ไปเถอะว่าสวย เพื่อความปลอดภัยของชีวิต และทรัพย์สินนะเอ้อ !!!
อ้างอิง : http://pantip.com/topic/32312183



วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

5 อันดับผีไทยที่เฮี้ยนที่สุด!!!!!


5 อันดับผีไทยที่เฮี้ยนที่สุด!!!!!

1.ผีแม่นาค
เป็นเรื่องราวของคู่สามีภรรยาที่อาศัยอยู่ที่พระโขนง ชื่อว่านายมากกับนางนาค โดยนายมากต้องไปออกรบหลายเดือน แต่นางนาคที่ท้องอยู่นั้นก็ได้คลอดลูกแต่นยางได้ตายทั้งอย่างงั้น หลังจากนั้นนายนากก็กลับมาแต่ก้ไม่รู้ว่านางนาคได้ตายไปแล้ว ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันจนรู้ความจริง ว่านางนาคตายไปแล้วนายมากเสียใจมากแต่ถึงยังงั้นนายมากก็ช่วยที่จะทำให้นางนาคไปสู่สุคติ


2.ผีปอป
เป็นเรื่องราวของคนชราที่เล่นขุนไสยแต่กลับย้อนมาทำร้ายตัวเองแทยจนกลายเป็นปอป เรื่องราวเล่าว่านางมักจะกินของสดๆ เช่นพวกตับไตไส้พุง ออกหากินยามราตรี



3.ผีนางตานี
เป็นผีที่ตายตอนหัวปลีออก นางเป็นพวกขี้หึงแล้วนางก็สวย นางใช้ความสวยหลอกล่อผู้ชายมาลวนลามเมื่อชายใดได้กับนางแล้วไปมีผู้หญิงอื่นนางจะตามไปฆ่า วิธีที่จะกำจัดนางได้คือให้พระภิกษุมาทำพิธีให้


4.ผีกระสือ
เป็นผีที่สิงร่างคนอื่นแล้วไปกินของคาวๆคล้ายๆกับผีปอป นางอกหากินตอนกลางคืน จะมีแสงไฟเขียวๆวับๆ ทำให้รู้ว่าเป็นผีกระสือ เมื่อใกล้รุ่งเช้านางก็จะกลับร่างเดิม โดยคนที่ถูกนางกินจะไม่เห็นบาดแผลแต่คนๆนั้นก็จะตายแบบ หลับไหลไปเลย โดยกระสือจะไม่หายไปก่อนนางจะตายนางจะถ่ายทอดผีตนนี้ให้แก่ลูกหลานนางจะได้ตายอย่างสบาย วิธีจะกำจัดได้คือฆ่าคน คนนั้นไปเสีย



5.ผีตะเคียน
เป็นผีในตำนานที่เชื่อกันว่านางสิงสถิตอยู่ที่ต้นตะเคียนแถวๆป่า เมื่อนำต้นตะเคียนไปแปรรูปแล้วนางก็จะกลายสภาพตาม เช่นนำไปสร้างบ้าน นางก็จะกลายเป็นผีบ้านผีเรือนไป








อ้างอิง :http://social.tnews.co.th/content/88362/

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แนะนำตนเอง





เด็กหญิงบุณยาพร บุญประเสริฐ ชื่อเล่น หมูแดง อายุ 14 ปี